วัดสระเกศ
ราชวรมหาวิหาร

วัดสระเกศ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจุดเด่นคือ พระบรมบรรพต

เจดีย์ ระดับตำนาน

วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของกรุงเทพฯ ด้วย "พระบรมบรรพต" หรือเจดีย์ภูเขาทองที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาจำลอง

ประวัติความเป็นมา

ภูเขาทอง หรือ "พระบรมบรรพต" เป็นมหาเจดีย์สถานขนาดใหญ่คู่กับวัดสระเกศ มาตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๓ แม้พระราชประสงค์เดิมจะโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระปรางค์ก็ตาม แต่สภาพภูมิสถานก่อสร้างก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก่อสร้างไม่สำเร็จและทิ้งค้างเป็นกองอิฐขนาดใหญ่นอกกำแพงพระนคร จนถึงในสมัยรัชกาลที่ ๔ จึงโปรดเกล้าฯ ให้แปลงเป็นพระเจดีย์สถาน ความที่ภูเขาทองมีขนาดสูงใหญ่ และอยู่ติดพระนครมาก นายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ (เจิม แสง-ชูโต ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เลื่อนยศและบรรดาศักดิ์เป็น จอมพล เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี) ผู้บังคับการทหารหน้าในขณะนั้น จึงมีความคิดที่จะใช้ประโยชน์จากภูเขาทองในราชการทหาร เหตุนี้ ท่านจึงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา📜ขอพระราชทานให้รื้อพระเจดีย์บนยอดภูเขาทองลง เพื่อเป็นที่พักของทหาร และจะนำปืนใหญ่ขึ้นไปตั้งบนยอดภูเขาทองสำหรับเป็นป้อมปราการป้องกันอริราชศัตรู แต่ถ้าไม่โปรดเกล้าฯ ตามที่ขอพระราชทาน ก็จะขอพระราชทานตั้ง “เสาสัญญาณธง” แทน รัชกาลที่ ๕ ไม่โปรดเกล้าฯ ให้รื้อพระเจดีย์ด้านบน เพราะเป็นของสำคัญมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ แต่โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเสาสัญญาณธงได้ ไม่ขัดข้อง

พาเที่ยวภูเขาทองกลางกรุง By : GOTOUNSEEN

พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง)

เจดีย์สีทองอร่ามบนยอดเขาจำลองที่มีความสูงประมาณ 77 เมตร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุจากประเทศอินเดีย และเป็นจุดชมวิวกรุงเทพฯ แบบ 360 องศา การขึ้นไปยังยอดต้องเดินขึ้นบันไดวนทั้งหมด 344 ขั้น

พระพุทธเทวปฏิมากรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งสื่อความหมายว่ารัชกาลที่ 1 ประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ในคราวการสร้างพระนครว่านี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึงการตั้งจิตมั่นแน่วแน่) ลักษณะพระพุทธรูปปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ หล่อด้วยสำริด ลงรักปิดทอง หน้าจักกว้าง 1.3 เมตร สูง 16.5 เมตร ศิลปะอยุธยา พระพักตร์ค่อนข้างเคร่งขรึม ขมวดพระเกษาเล็ก รัสมีเป็นเปลวสูง ฐานชุกชีได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยได้ทำการยกฐานขึ้นสูงเป็นฐาน 3 ชั้น ชั้นล่างสุดมีพระสาวกล้อมรอบ 8 องค์ ชั้นที่ 2 มีพระสาวก 2 องค์ รอบฐานประดับ ยักษ์ ครุฑ เทวดา ล้อมรอบตามแต่ละชั้น และได้มีการอัญเชิญพระสรีรางคารของรัชกาลที่ 1 มาประดิษฐานไว้ที่ฐานชุกชีใต้องค์พระพุทธรูป และประดิษฐานพระราชลัญจกรของพระองค์ คือ อุณาโลม ไว้ที่กลางผ้าทิพย์ และถวายฉัตร 9 ชั้น กางเหนือพระพุทธเทวปฏิมากร ทำให้พระพุทธเทวปฏิมากรตั้งอยู่สูงมากกว่าพระประธานในพระอุโบสถทั่วไป ซึ่งอาจจะมาจากการสร้างให้สมกับสัดส่วนพระอุโบสถที่ขยายใหญ่ขึ้น

พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือ วัดคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กทม.) มาประดิษฐานในพระอุโบสถ พร้อมทั้งถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร”

พระอุโบสถ วัดสระเกศ

 ภายในประดิษฐาน “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี” และมีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงามที่เขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 และบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 7

"พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี"

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างครอบพระประธานองค์เดิมของวัดสระแก เป็นพระพุทธศิลป์สมัยรัตนโกสินทร์ ตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๑ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเศวตรฉัตร ๗ ชั้นมากางกั้นถวายเป็นพุทธบูชา พร้อมทั้งให้เขียนจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถใหม่ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี

มงคล ๑๐๘ ประการที่ผ่าพระบาทพระพุทธไสยาส​

ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนีเป็นพระประธาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีพอกทับพระประธานองค์เดิมตั้งแต่สมัยอยุธยา ทำให้องค์พระมีพุทธลักษณะที่อิ่มเอิบสง่างามและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม สิ่งที่โดดเด่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ประดับอยู่โดยรอบ ซึ่งได้รับการรักษาสืบทอดมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและได้รับการบูรณะในเวลาต่อมา โดยผนังด้านหน้าเขียนภาพมารผจญอันวิจิตร ผนังด้านหลังเขียนภาพไตรภูมิเล่าเรื่องคติจักรวาลตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ส่วนผนังด้านข้างทั้งสองด้านปรากฏภาพเทพชุมนุมที่เรียงรายกันอย่างมีระเบียบและภาพทศชาติชาดกบริเวณระหว่างช่องหน้าต่าง ซึ่งนอกจากจะให้ความสวยงามทางสุนทรียศิลป์แล้ว ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนให้แก่พุทธบริษัทที่เข้ามาสักการะ

"หอไตรสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน)"

หอไตรวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันในนาม “หอไตรสมเด็จพระพุฒาจารย์ (สน)” เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญยิ่งในด้านสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเป็นอาคารไม้ขนาดมัธยมตั้งอยู่กลางสระน้ำเพื่อป้องกันปลวกแมลงกัดทำลายพระไตรปิฎกและคัมภีร์ใบลานตามคติโบราณ ตัวอาคารมีลักษณะเป็นเรือนไทยทรงไทยประเพณี หลังคามุงกระเบื้องประดับช่อฟ้าใบระกาอย่างประณีต จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือฝาผนังไม้รอบด้านซึ่งมีการจำหลักลวดลายรดน้ำปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง สะท้อนถึงฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 3 ที่มีความชำนาญในการสลักเสลาลวดลายกนกและภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาได้อย่างมีชีวิตชีวา

พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร

พระพุทธรูปปางห้ามญาติศิลปะสุโขทัยตอนต้น หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์โดยไม่มีการเชื่อมต่อ เดิมประดิษฐานอยู่ที่พระวิหาร วัดวิหารทอง จังหวัดพิษณุโลก ต่อมาพระวิหารทรุดโทรมลงขาดการปฏิสังขรณ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระอัฏฐารสจากพระวิหารวัดวิหารทองมาประดิษฐานที่พระวิหารภายใน วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

พระวิหารพระอัฏฐารส

ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนศิลปะสุโขทัยตอนต้นที่มีอายุกว่า 700 ปี ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของพระวิหารเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูนที่มีโครงสร้างสูงโปร่ง หลังคามุงกระเบื้องประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา และหางหงส์ตามแบบแผนศิลปกรรมรัตนโกสินทร์ตอนต้น ภายในพระวิหารนอกจากจะโดดเด่นด้วยองค์พระอัฏฐารสที่เป็นประธานหลักแล้ว ยังปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวในพุทธประวัติและทศชาติชาดกอย่างวิจิตรบรรจง การประดิษฐานพระอัฏฐารสไว้ ณ ทิศตะวันตกของภูเขาทองนั้น ถือเป็นการสร้างความสอดคล้องทางชัยภูมิศาสนา

แผนที่นำทาง วัดสระเกศ