วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักทั่วไปว่า "วัดโพธิ์" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก
ชนิดราชวรมหาวิหารและเป็นวัดประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามยังถือเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ โดยมีองค์พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล อันเป็นพระเจดีย์ประจำพระมหากษัตริย์สี่พระองค์ในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมอันวิจิตรและทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์
ประวัติการสร้าง
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามตามประวัติสร้างมาตั้งแต่ครั้งสมัยอยุธยา แต่ไม่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการสร้าง แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นหลัง พ.ศ. 2231 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บ้างว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเพทราชาเดิมเรียกว่า "วัดโพธาราม" หรือ "วัดโพธิ์" สันนิษฐานว่าเพราะเป็นที่ประดิษฐานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งปรากฏอยู่ใน พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ว่า พระพิมลธรรม เป็นเจ้าอาวาสของวัดโพธาราม และจึงเริ่มมีพระราชคณะปกครองตั้งแต่นั้นมา
นำเที่ยว "วัดโพธิ์" by GoToUnseen
พระอุโบสถ และ พระพุทธเทวปฏิมากร
เขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระอุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้เจดีย์ประจำมุมทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่ มีระเบียงคด 2 ชั้น ล้อมรอบแทนกำแพงจักรวาล มีพระวิหารทิศสร้างคร่อมระเบียงคดทั้ง 2 ชั้น






พระพุทธเทวปฏิมากรเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งสื่อความหมายว่ารัชกาลที่ 1 ประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ในคราวการสร้างพระนครว่านี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึงการตั้งจิตมั่นแน่วแน่) ลักษณะพระพุทธรูปปางสมาธิ นั่งขัดสมาธิราบ หล่อด้วยสำริด ลงรักปิดทอง หน้าจักกว้าง 1.3 เมตร สูง 16.5 เมตร ศิลปะอยุธยา พระพักตร์ค่อนข้างเคร่งขรึม ขมวดพระเกษาเล็ก รัสมีเป็นเปลวสูง ฐานชุกชีได้รับการบูรณะใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยได้ทำการยกฐานขึ้นสูงเป็นฐาน 3 ชั้น ชั้นล่างสุดมีพระสาวกล้อมรอบ 8 องค์ ชั้นที่ 2 มีพระสาวก 2 องค์ รอบฐานประดับ ยักษ์ ครุฑ เทวดา ล้อมรอบตามแต่ละชั้น และได้มีการอัญเชิญพระสรีรางคารของรัชกาลที่ 1 มาประดิษฐานไว้ที่ฐานชุกชีใต้องค์พระพุทธรูป และประดิษฐานพระราชลัญจกรของพระองค์ คือ อุณาโลม ไว้ที่กลางผ้าทิพย์ และถวายฉัตร 9 ชั้น กางเหนือพระพุทธเทวปฏิมากร ทำให้พระพุทธเทวปฏิมากรตั้งอยู่สูงมากกว่าพระประธานในพระอุโบสถทั่วไป ซึ่งอาจจะมาจากการสร้างให้สมกับสัดส่วนพระอุโบสถที่ขยายใหญ่ขึ้น
พระพุทธเทวปฏิมากร เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ เดิมประดิษฐานอยู่ ณ วัดศาลาสี่หน้า (ปัจจุบันคือ วัดคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กทม.) มาประดิษฐานในพระอุโบสถ พร้อมทั้งถวายพระนามว่า “พระพุทธเทวปฏิมากร”
เจดีย์สี่รัชกาล
พระมหาเจดีย์ทั้งสี่องค์อยู่ในบริเวณกำแพงสีขาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบจีน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เครื่องถ้วยหลากสี มีตุ๊กตาหินจีนประตูละคู่ พระมหาเจดีย์แต่ละองค์เป็นเจดีย์ย่อไม้สิบสองเพิ่มมุมสูง ๔๒ เมตร
พระมณฑป
(หอไตรจตุรมุข)
รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สถาปนา เป็นสถาปัตยกรรมจตุรมุขเครื่องยอดทรงมงกุฎ ประดับกระเบื้องเคลือบและถ้วยหลากสี ลวดลายงามวิจิตร ภายในมีตู้เก็บพระไตรปิฎก มีศาลาทิศรอบพระมณฑป ผนังภายในศาลาทิศมีภาพจิตรกรรม กำเนิดรามเกียรติ์ ประเพณีรามัญกวนข้าวทิพย์ เป็นต้น
ตำนานยักษ์วัดโพธิ์
สำหรับยักษ์ประจำวัดโพธิ์ หลายคนคงเคยได้ยินตำนานกำเนิดท่าเตียน ที่เล่าปากต่อปากกันมาว่า บริเวณท่าเตียนอันเป็นพื้นที่โล่งเตียนนั้น เป็นผลจากการต่อสู้ของ “ยักษ์วัดแจ้ง” กับ “ยักษ์วัดโพธิ์
พระพุทธไสยาส
พระพุทธไสยาส วัดพระเชตุพนนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นด้วยทรงมีพระราชดำริว่า พระพุทธรูปปางสำคัญได้สร้างขึ้นในวัดนี้หลายปางแล้ว ขาดแต่ปางไสยาสเท่านั้น กล่าวกันว่าพระบาทมุกเป็นผลงานอันยอดเยี่ยมหาที่ติมิได้ พระพุทธไสยาส จึงเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างในยุคทองแห่งศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ที่รุ่งโรจน์ที่สุด




พระพุทธไสยาส หรือที่เรียกกันว่า พระนอนวัดโพธิ์ ประดิษฐานในพระวิหารพระพุทธไสยาสภายในเขตพุทธาวาส บริเวณมุมกำแพงทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวัด เป็นพระพุทธรูปสมัยรัตนโกสินทร์ ก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทอง ขนาดองค์พระยาว ๑ เส้น ๓ วา (๔๖ เมตร) สูงจากพื้นถึงยอดพระเกตุมาลา ๑๕ เมตร เฉพาะพระพักตร์จากไรพระศก (ไรผม) ถึงพระหนุ (คาง) ยาว ๑๐ ศอก (๕ เมตร) กว้าง ๕ ศอก (๒.๕๐ เมตร) พระพุทธบาท ยาว ๕ เมตร สูง ๓ เมตร
มงคล ๑๐๘ ประการที่ผ่าพระบาทพระพุทธไสยาส
พระพุทธไสยาส มีการประดับมุกประณีตศิลป์ที่ฝ่าพระบาททั้ง ๒ ข้าง ซ้าย-ขวา เป็นรูปอัฎฐตดรสตมงคล หรือมงคล ๑๐๘ ประการ ซึ่งเป็นคติความเชื่อที่ปรากฏในคัมภีร์ชินาลังการฎีกาของลังกา โดยระบุว่าเป็นมงคลที่พราหมณ์ได้เห็นจากฝ่าพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะเมื่อประสูติได้ ๕ วัน แต่ปรากฏว่าไม่มีการสร้างพระพุทธบาทรูปลักษณ์นี้ในลังกา หากแต่พบที่พุกาม ประเทศพม่า กล่าวกันว่า มงคล ๑๐๘ ประการนี้ เป็นการพัฒนาแนวความคิด และสืบทอดมาจาก รูปมงคล ๘
แผนที่เดินทาง วัดพระเกชตุพนฯ (วัดโพธิ์)
อีกหนึ่งตำนาน สุดลึกลับ
การเดินทางเยี่ยมชมวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารในครั้งนี้ จบลงด้วยความประทับใจยิ่ง นอกจากจะได้สักการะพระพุทธไสยาสน์เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังได้ชื่นชมมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ซึ่งสะท้อนถึงความรุ่งเรืองของศิลปกรรมไทยได้เป็นอย่างดี
